Wireless

posted on 15 Aug 2008 13:19 by dongwwe
ระบบเครือข่ายไร้สายคืออะไร

     ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN : WLAN) หมายถึง เทคโนโลยีที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง หรือกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้ ร่วมถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน โดยปราศจากการใช้สายสัญญาณในการเชื่อมต่อ แต่จะใช้คลื่นวิทยุเป็นช่องทางการสื่อสารแทน การรับส่งข้อมูลระหว่างกันจะผ่านอากาศ ทำให้ไม่ต้องเดินสายสัญญาณ และติดตั้งใช้งานได้สะดวกขึ้น

      ระบบเครือข่ายไร้สายใช้แม่เหล็กไฟฟ้าผ่านอากาศ เพื่อรับส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่าย โดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้อาจเป็นคลื่นวิทย (Radio) หรืออินฟาเรด (Infrared) ก็ได้
     การสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สายมีมาตราฐาน IEEE802.11 เป็นมาตราฐานกำหนดรูปแบบการสื่อสาร ซึ่งมาตราฐานแต่ละตัวจะบอกถึงความเร็วและคลื่นความถี่สัญญาณที่แตกต่างกันในการสื่อสารข้อมูล เช่น 802.11b และ 802.11g ที่ความเร็ว 11 Mbps และ 54 Mbps ตามลำดับ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมศึกษาได้จาก
มาตราฐาน IEEE802.11 และขอบเขตของสัญญาณคลอบคุลพื้นที่ประมาณ 100 เมตร ในพื้นที่โปรง และประมาณ 30 เมตร ในอาคาร ซึ่งระยะทางของสัญญาณมีผลกระทบจากสิ่งรอบข้างหลายๆ อย่าง เช่น โทรศัพท์มือถือ ความหนาของกำแพง เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ รวมถึงร่างกายมนุษย์ด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อการใช้งานเครือข่ายไร้สายทั้งสิ้น
     การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายมี 2 รูปแบบ คือแบบ Ad-Hoc และ Infrastructure รายละเอียดเพิ่มเติมศึกษาได้จาก
รูปแบบเครือข่ายไร้สาย การใช้งานเครือข่ายไร้สายของผู้ใช้บริการทั่วไปจะเป็นแบบ Infrastructure คือมีอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Access Point) ของผู้ให้บริการเป็นผู้ติดตั้งและกระจายสัญญาณ ให้ผู้ใช้ทำการเชื่อมต่อ โดยผู้ใช้บริการจะต้องมีอุปกรณ์รับส่งสัญญาณขอเรียกว่า "การ์ดแลนไร้สาย" เป็นอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณจากเครื่องคอมพิวเตอร์ผู้ใช้ไป Access Point ของผู้ให้บริการ
     สรุปการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบเครือข่าย เหมือนกับระบบแลน (LAN) มีสายปกติ แตกต่างที่อุปกรณ์ทางกายภาพในการเชื่อมต่อเครือข่ายไม่ต้องใช้สายสัญญาณแต่อย่างใด โดยการใช้งานเครือข่ายไร้สายสามารถใช้บริการต่างๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เหมือนเครือข่ายมีสายได้ปกติ เว้นแต่ว่าผู้ดูแลระบบเครือข่ายนั้นๆ จะปิดบริการบางบริการเพื่อความปลอดภัยของเครือข่ายได้เช่นกัน ซึ่งการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายช่วยให้การเชื่อมต่อง่ายขึ้น ประหยัดค่าสายสัญญาณ และใช้งานได้ทุกที่ที่สัญญาณเครือข่ายไร้สายไปถึง...

 

เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย
 

     ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของระบบคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะการพัฒนาทางด้านเน็ตเวิร์ก ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการสื่อสาร รูปแบบการให้บริการใหม่ๆ ความง่ายในการเชื่อมต่อ (ระบบปฏิบัติการช่วยสนับสนุน) การพัฒนาแบบก้าวกระโดดนี้มีผลจากการใช้งานของผู้ใช้มากขึ้น รวมถึงผู้ให้บริการต่างๆ ได้จัดบริการใหม่ๆ ที่รองรับการทำงานบนอินเทอร์เน็ตมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นแรงผลักดันให้การพัฒนาทางด้านเน็ตเวิร์กรวดเร็วมากขึ้น และใกล้ตัวผู้ใช้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
     หากพูดถึงการส่งข้อมูลผ่านอากาศของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไม่ว่าการใช้งานภายในออฟฟิศ บ้าน รวมถึงสถานที่ต่างๆ ยังเรียกได้ว่าเป็นสิ่งใหม่มาก เพราะมาตราฐานแรกสำหรับเน็ตเวิร์กแบบไร้สายก็เพิ่งออกมาในช่วงปี 2002 นั่นคือ 802.11b ซึ่งมาตราฐานนี้มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดที่ 11 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ในทางทฤษฎี แต่การใช้งานจริงนั้น ความเร็วจะไม่ถึงความเร็วสูงสุดที่มาตราฐานกำหนดขึ้น ซึ่งมีผลกระทบมากมายทั้งจาก เครื่องใช้ไฟฟ้ารอบข้าง อุปกรณ์มือถือ เครื่องไมโครเวฟ และรูปแบบของอาคารด้วยเช่นกัน
     ในปี 2004 เดือนมิถุนายนได้มีมาตราฐานเครือข่ายไร้สายใหม่ภายใต้ชื่อ 802.11g ซึ่งรองรับความเร็วสูงสุดที่ 54 Mbps แต่ยังคงทำงานที่ความถี่สัญญาณ 2.4 GHz เช่นเดียวกับ 802.11b และทั้งสองมาตราฐานนี้ทำงานร่วมกันได้เช่นกัน (ต่างจากมาตราฐาน 802.11a ที่ความเร็ว 54 Mbps เช่นกันแต่ระยะทำงานสั้นกว่าและไม่สามารถใช้งานร่วมกับ 802.11b ได้) ร่วมถึงมีบางผลิตภัณฑ์ใช้เทคโนโลยีเฉพาะตัวเข้ามาเสริมทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นถึง 108 Mbps แต่ต้องทำงานร่วมกันเฉพาะอุปกรณ์ที่ผลิตจากบริษัทเดียวกันเท่านั้น

 

ประโยชน์เครือข่ายไร้สาย
 
     การเจริญเติบโตของเครือข่ายไร้สายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่มีมาตราฐาน 802.11 เกิดขึ้น ระบบเครือข่ายไร้สายได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันนี้เครือข่ายไร้สายสามารถใช้งานได้สะดวก และมีความปลอดภัยมากขึ้น และที่สำคัญความเร็วในการสื่อสารสูงถึง 54 Mbps
     • มหาวิทยาลัยสามารถใช้เครือข่ายไร้สายโดยนักศึกษาสามารถเข้าถึงบทเรียน Online ต่างๆ ได้ สามารถสืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตจากจุดใดจุดหนึ่งของสถาบันได้ และนักศึกษาไม่จำเป็นต้องรอเข้าใช้ห้องบริการคอมพิวเตอร์ของสถาบัน สามารถใช้จากจุดใดก็ได้ที่สัญญาณเครือข่ายไร้สายไปถึง ช่วยให้นักศึกษาสามารถใช้งานได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
     • ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายสัญญาณให้เข้าถึงจุดบริการต่างๆ มากขึ้น และสามารถให้บริการในจุดบริการที่สายสัญญาณไม่สามารถเข้าถึงได้เช่นกัน
     • ผู้บริหารจัดการระบบเครือข่าย สามารถเผ้าตรวจสอบระบบ และปรับเปลี่ยนแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับระบบเครือข่ายจากจุดก็ได้ ทำให้สะดวกและรวดเร็วต่อการจัดการมากขึ้น
     • ด้านธุรกิจผู้ดูแลสต๊อกสินค้า สามารถตรวจสอบข้อมูลสินค้าต่างๆ ในสต๊อกกับฐานข้อมูลกลางจากที่ใดในโกดังได้ทุกที่ตลอดเวลา
     • ผู้ใช้งานสามารถทำงานได้ทุกสถานที่ตามที่ต้องการ ทำให้ผลิดผลของงานเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

naruto

posted on 08 Aug 2008 13:36 by dongwwe

 

                                                              

         

                                               

 

นินจานารูโตะ หรือ นารูโตะ นินจาจอมคาถา หรือ นารุโตะ (「ナルト」 Naruto?) เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น เนื้อหาเกี่ยวกับนินจา เรื่องและภาพโดยมาซาชิ คิชิโมโตะ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2542 ในนิตยสารโชเนนจัมป์ ในประเทศญี่ปุ่น โดยมีโครงเรื่องเดิมมาจากผลงานที่คิชิโมโตะเคยเสนอให้สำนักพิมพ์ในปี 2540 ต่อมาได้ถูกสร้างเป็นอะนิเมะและเกมหลายต่อหลายภาค

ในประเทศไทย นินจาคาถาโอ้โฮเฮะ ตีพิมพ์ในหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ บูม ภายใต้ลิขสิทธิ์ของเนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ ปัจจุบันออกมาแล้ว 39 เล่ม ส่วนภาคอะนิเมะในชื่อไทย "นารูโตะ นินจาจอมคาถา" เป็นลิขสิทธิ์ของ โรส วิดีโอ และเคยออกฉายทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ไทยพีบีเอส ในปัจจุบัน)

 

ภาคที่ 1

เมื่อสิบสองปีก่อน ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางได้บุกเข้าโจมตีหมูบ้านโคโนฮะ ทำให้โฮคาเงะ รุ่นที่ 4 ซึ่งเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ต้องยอมพลีชีพแล้วสะกดวิญญาณของปีศาจจิ้งจอกเก้าหางนั้นไว้ในร่างของทารกคนหนึ่ง นามว่า อุซึมากิ นารุโตะ

สิบสองปีถัดมา นารุโตะ เติบโตขึ้นและได้สำเร็จการศึกษาเป็นนินจาชั้นเกะนิน (นินจาระดับล่าง) ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การควบคุมของฮาตาเกะ คาคาชิ โดยมีสมาชิกร่วมกลุ่มอีกสองคน คืออุจิวะ ซาสึเกะ และฮารุโนะ ซากุระ ซึ่งหลังจากปฏิบัติภารกิจให้ความคุ้มครองทะสุนะ นักสร้างสะพานแห่งแคว้นนามิโนะคุนิ ซึ่งเป็นภารกิจที่ยากกว่าความสามารถของเกะนินปกติ ได้สำเร็จแล้ว คาคาชิก็มีความมั่นใจในความสามารถของทั้งสามคน จึงได้ส่งรายชื่อของพวกเขาเข้าร่วมการสอบเลื่อนระดับเป็นจูนิน (นินจาระดับกลาง)

ในระหว่างการสอบช่วงที่สอง ซึ่งทำการสอบกันในป่ามรณะ โอโรจิมารุ แห่งหมู่บ้านโอโตะ ก็ได้ลอบเข้ามาทำร้ายซาสึเกะ แต่ก็ถูกนารุโตะ ซากุระ และเกะนินอื่นที่เข้าร่วมการสอบขัดขวางไว้ได้ อย่างไรก็ตาม โอโรจิมารุได้ผนึกอักขระไว้กับซาสึเกะ ซึ่งช่วยให้เขามีพลังในการต่อสู้เพิ่มขึ้น เมื่อถูกอักขระเข้าครอบงำ

ก่อนที่การทดสอบในช่วงที่สามจะเริ่มขึ้น ได้มีการเว้นระยะการสอบหนึ่งเดือน ในช่วงเวลานี้ซาสึเกะได้รับการถ่ายทอดวิชาพันปักษาจากคาคาชิ ในขณะที่นารุโตะได้พบกับจิไรยะ ซึ่งได้ทำการปลดผนึกจักระที่โอโรจิมารุทำไว้กับนารุโตะ (เป็นผนึกที่ทำซ้อนทับผนึกของโฮคาเงะ รุ่นที่ 4 อีกชั้นหนึ่ง) ทำให้นารุโตะสามารถควบคุมจักระได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังสอนวิชาอัญเชิญสัตว์ให้มาช่วยทำการต่อสู้แก่นารุโตะด้วย

ในวันเริ่มต้นทดสอบในช่วงที่สาม (รอบประลองฝีมือแบบแพ้คัดออก) โอโรจิมารุได้นำนินจาของหมู่บ้านโอโตะเข้าโจมตีหมู่บ้านโคโนฮะ โดยมีนินจาจากหมู่บ้านซึนะเข้าร่วมโจมตีด้วย โอโรจิมารุสามารถสังหารโฮคาเงะ รุ่นที่ 3 ซึ่งเป็นหัวหน้าหมู่บ้านโคโนฮะในขณะนั้นได้ แต่ตนเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส และการโจมตีหมู่บ้านประสบความล้มเหลว

ภายหลังการต่อสู้ หมู่บ้านโคโนฮะต้องทำการสรรหาโฮคาเงะคนใหม่ จิไรยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในศิษย์เอกของโฮคาเงะ รุ่นที่ 3 ให้ความเห็นว่า บุคคลผู้นั้นควรเป็นซึนาเดะ และอาสาจะไปตามตัวเธอมา โดยได้พานารุโตะเดินทางไปกับเขาเพื่อฝึกวิชาพร้อมกันไปด้วย ในขณะเดียวกัน หมู่บ้านซึนะก็พบว่า หัวหน้าหมู่บ้านของตน (คาเซะคาเงะ รุ่นที่ 4) ได้ถูกโอโรจิมารุลอบสังหารแล้วปลอมตัวสั่งการให้ร่วมกับหมู่บ้านโอโตะโจมตีหมู่บ้านโคโนฮะ

หลังจากที่นารุโตะและจิไรยะเดินทางออกจากหมู่บ้านโคโนฮะ อุจิวะ อิทาจิ พี่ชายของซาสึเกะ ซึ่งขณะนี้สังกัดอยู่ในกลุ่มแสงอุษา ก็ได้เดินทางมายังหมู่บ้านโคโนฮะ เพื่อติดตามหาตัวนารุโตะ ซึ่งเป็นร่างสถิตของจิ้งจอกเก้าหาง และเมื่อทราบว่านารุโตะออกเดินทางเพื่อตามหาซึนาเดะ เขาก็ออกเดินทางตามไปทันที ฝ่ายซาสึเกะเมื่อได้ทราบข่าวของอิทาจิ ก็ได้ออกเดินทางติดตามไป เพราะต้องการล้างแค้นที่อิทาจิสังหารบิดามารดา และสมาชิกในตระกูลอุจิวะเกือบหมด

นารุโตะและซาสึเกะได้มีโอกาสต่อสู้กับอิทาจิ แต่ก็พ่ายแพ้อย่างง่ายดาย โชคดีที่จิไรยะเข้ามาขัดขวางไว้ อิทาจิจึงลงมือไม่สำเร็จ จิไรยะได้ส่งซาสึเกะที่ได้รับบาดเจ็บกลับหมู่บ้าน จากนั้นได้สอนวิชากระสุนวงจักรให้กับนารุโตะ เพราะตระหนักถึงอันตรายที่นารุโตะมี

ต่อมานารุโตะและจิไรยะได้ตามหาตัวซึนาเดะจนพบ ทีแรกเธอปฏิเสธที่จะเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านเพื่อรับตำแหน่งโฮคาเงะ แต่ความมุ่งมั่นของนารุโตะที่พยายามฝึกวิชากระสุนวงจักรจนสำเร็จตามคำท้า ก็สามารถทำให้เธอเปลี่ยนใจได้

ซาสึเกะรู้สึกไม่พอใจที่ฝีมือตนยังห่างชั้นจากอิทาจิอยู่มาก ต่อมาเมื่อเขาได้ทราบถึงพัฒนาการที่ดีขึ้นของนารุโตะ จึงได้ไปท้าประลองฝีมือด้วย แต่ก็ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จึงทำให้เขายิ่งหมดหวัง โอโรจิมารุจึงได้ใช้โอกาสนี้ยื่นข้อเสนอที่จะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นหากเข้ามาสังกัดกับหมู่บ้านโอโตะ ซึ่งซาสึเกะก็ตกลง และยินยอมให้นินจาของโอโรจิมารุพาตัวไป โดยมีนารุโตะและนินจาของหมู่บ้านโคโนฮะตามไปยับยั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ

ทุกคนทราบดีว่าโอโรจิมารุต้องการร่างของซาสึเกะไปใช้เป็นร่างใหม่ของตนที่กำลังบาดเจ็บ แต่เมื่อทราบข่าวว่าโอโรจิมารุ ไม่สามารถทนรอร่างของซาสึเกะได้ และได้ย้ายวิญญาณสู่ร่างใหม่แล้ว ทำให้หากจะย้ายวิญญาณสู่ร่างของซาสึเกะก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี ทั้งหมดจึงเบาใจและยอมละทิ้งการติดตามซาสึเกะไว้ชั่วคราว โดยซากุระตัดสินใจที่จะเรียนวิชานินจาแพทย์กับซึนาเดะ ส่วนนารุโตะตัดสินใจติดตามจิไรยะเพื่อฝึกวิชา

 ภาคที่ 2

หลังจากออกเดินทางเพื่อฝึกวิชาสองปีครึ่ง นารุโตะและจิไรยะก็ได้กลับมายังหมู่บ้านโคโนฮะ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มแสงอุษาได้ส่งซาโซริเข้าไปชิงตัวกาอาระ แห่งหมู่บ้านซึนะ ซึ่งเป็นร่างสถิตของปีศาจหางเดียวไปได้ เมื่อหมู่บ้านโคโนฮะทราบข่าวจึงได้ส่งนินจาจำนวนหนึ่ง รวมถึงนารุโตะและซากุระ ไปช่วยเหลือในการชิงเอาตัวกาอาระคืน ซึ่งแม้จะสามารถสังหารซาโซริและชิงเอาตัวกาอาระคืนมาได้ แต่กาอาระก็สูญเสียปีศาลหางเดียวที่สถิตในร่างตนไป

ก่อนที่ซาโซริจะตาย เขาได้เปิดเผยว่าได้นัดพบกับสายลับที่แฝงตัวอยู่กับฝ่ายโอโรจิมารุ ทางหมู่บ้านโคโนฮะจึงวางแผนที่จะส่งนินจาปลอมตัวเป็นซาโซริไปพบกับสายลับดังกล่าว เพื่อหาทางสืบข่าวไปถึงตัวซาสึเกะ ภารกิจครั้งได้มอบหมายให้แก่กลุ่มของคาคาชิ นารุโตะ และซากุระ แต่เนื่องจากคาคาชิบาดเจ็บจากภารกิจ จึงให้ยามาโตะเข้ามาเป็นผู้ควบคุมกลุ่มแทน นอกจากนี้ก็ให้ซาอิ นินจากจากกลุ่มราก เข้ามาเสริมเพื่อให้กลุ่มมีสมาชิกครบสี่คน

เมื่อได้ทีมใหม่ ทีมคาคาชิก็เริ่มทำภารกิจใหม่ทันที คือการไปพบสปายของเเสงอุษา ทีมเวิร์คระหว่างนารูโตะกับซาอินั้นเลวร้ายมาก นอกจากนั้นซาอิยังคอยพูดจาดูถูกความสามารถของนารูโตะ และยังลามไปถึงเรื่องที่ซาสึเกะทรยศหมู่บ้าน ซึ่งเรื่องหลังทำให้นารูโตะกับซากุระทนไม่ได้อยู่หลายครั้ง ซาอิไม่เข้าใจว่าทำไมนารูโตะถึงอยากช่วยซาสึเกะนักทั้งๆที่ซาสึเกะพยายามจะฆ่านารูโตะด้วยซ้ำ ซากุระจึงย้อนถามว่าซาอิก็เคยเสียพี่ชาย น่าจะเข้าใจความรู้สึกของนารูโตะบ้าง แต่ซาอิกลับบอกว่าเขาไม่เคยรู้สึกอะไรเลย เมื่อไปถึงจุดนัดพบของสปายแสงอุษากลับพบคาบูโตะลูกน้องโอโรจิมารุอยู่เบื้องหน้า แต่คาถาที่ซาโซริใช้สะกดคาบูโตะถูกโอโรจิมารุคลายไปก่อนหน้านี้แล้ว

โอโรจิมารุยั่วยุนารุโตะจนปลดปล่อยพลังของจิ้งจอก 9 หางออกมาโดยมีหางที่งอกออกมาด้วยความโกรธที่โอโรชิมารุนำซาสึเกะไปถึง4หางจนสูญเสียการควบคุมตนเอง และสู้กันจนโอโรจิมารุหนีไปพร้อมกับซาอิซึ่งทรยศไปอยู่กับพวกโอโรจิมารุ ยามาโตะได้ใช้คาถาเฉพาะของโฮคาเงะรุ่นที่ 1 สะกดนารูโตะเอาไว้ได้ ซากุระได้ใช้พลังรักษานารุโตะซึ่งบาดเจ็บสาหัสจากการปลดปล่อยพลังจิ้งจอกเก้าหาง เมื่อนารูโตะฟื้นขึ้นมาจึงได้ตามพวกโอโรจิมารุไป เมื่อตามไปถึงพวกนารูโตะจึงจับซาอิมัดไว้และสักถามความจริงแต่ซาอิไม่ยอมบอก แต่กลับถามว่าทำไมนารูโตะถึงทุ่มเทเพื่อช่วยซาสึเกะขนาดนี้

และเมื่อได้ฟังสิ่งที่นารูโตะพูดซาอิจึงได้นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างซาอิกับพี่ชายขึ้นมาได้ ต่อมาคาบูโตะได้มาช่วยซาอิไว้ นารูโตะได้เข้าปะทะกับคาบูโตะ ซาอิกลับใจมาอยู่ข้างนารูโตะ จัดการมัดคาบูโตะไว้แล้วช่วยนารูโตะตามหาซาสึเกะ แต่เมื่อพบกับซาสึเกะ พวกนารูโตะก็ต้องผิดหวังเพราะนอกจากซาสึเกะจะยืนยันไม่กลับไปโคโนฮะแล้วยังโจมตีพวกนารูโตะอีกด้วย การโจมตีของซาสึเกะนั้นแม้แต่ยามาโตะยังสู้ไม่ได้ สุดท้ายโอโรจิมารุได้มาหยุดซาสึเกะไว้ โดยคาบูโตะให้เหตุผลว่าควรเก็บพวกนารูโตะไว้เพื่อใช้จัดการกลุ่มแสงอุษา

นารูโตะ ซากุระ ซาอิ และยามาโตะกลับมาที่หมู่บ้านอีกครั้งและยืนยันกับโฮคาเงะรุ่นที่ 5 ว่าจะไม่ละความพยายามในการตามตัวซาสึเกะกลับมา คาคาชิที่ค่อยยังชั่วจากอาการบาดเจ็บบอกกับนารูโตะว่ามีวิธีหนึ่งที่จะทำให้นารูโตะสามารถเก่งได้เท่าๆกับซาสึเกะ จากนั้นนารูโตะก็เริ่มฝึกวิชากับคาคาชิและยามาโตะ คาคาชิให้นารูโตะลองทดสอบธาตุของตัวเอง ซึ่งผลออกมาคือธาตุลม คาคาชิจึงเริ่มฝึกให้นารูโตะใช้ธาตุลมตัดใบไม้ให้ขาดจนไปถึงใช้แยกน้ำตก โดยในการฝึกจะให้นารูโตะใช้คาถาแยกเงาพันร่างเพื่อให้ขั้นตอนในการฝึกเร็วขึ้น

ระหว่างที่ฝึกนั้นเองกลุ่มแสงอุษา 2 คนชื่อคาคุซึและฮิดันได้บุกโคโนฮะเเละอาซึม่าถูกฆ่าตาย การตายของอาซึม่า ทำให้ชิกามารุโกรธแค้นมาก ทีม10ของชิกามารุจึงได้กลับไปต่อสู้กับทั้ง 2 คนอีกครั้งโดยมีคาคาชิร่วมด้วย และชิกามารุก็ได้จัดการฮิดัน แต่ คาคุซึก็ยังคงต่อสู้อยู่กับคาคาชิ โจจิและอิโนะ จนทีมของนารุโตะเข้ามาช่วยและนารุโตะก็ได้ใช้วิชาใหม่ "วิชานินจาลม ดาวกระจายวงจักร" ซึ่งยามาโตะบอกว่าสำเร็จไปเพียง 50% จัดการกับคาคุซึ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นพลังเพียงครึ่งเดียว วิชานี้ก็สามารถโค่นคาคุซึลงได้

เมื่อจัดการกับคาคุซึลงได้ โคโนฮะจึงได้จัดตั้งกลุ่มย่อยขึ้น นำทีมโดยคาคาชิ เพื่อไปตาหาซาสึเกะ กลุ่มย่อยที่ปฏิบัติภารกิจนี้ได้แก่ นารุโตะ คาคาชิ ซากุระ ยามาโตะ ซาอิ คิบะ ซิโนะ และ ฮินาตะ ในขณะที่กำลังติดตามซาสึเกะอยู่นั้น จิไรยะซึ่งรู้ที่อยู่ของหัวหน้ากลุ่มแสงอุษา ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอาเมะงาคุเระจึงได้เข้าไปสืบข้อมูล แต่ได้เจอกับหัวหน้าแสงอุษาคือเพน และโคนัน หนึ่งในสมาชิกแสงอุษา ซึ่งทั้งสองคนเป็นอดีตลูกศิษย์ของจิไรยะนั่นเอง เพนซึ่งตอนนี้ยังมีความลับที่ยังไม่มีใครรู้ มีอยู่ด้วยกัน 6 ร่าง ซึ่งทั้งหกร่างจะมีเนตรสังสาระ ซึ่งเป็นเนตรที่แกร่งที่สุดในบรรดาเนตรทั้งหมด เพนและจิไรยะได้สู้กันอย่างสูสี แต่สุดท้ายเมื่อจิไรยะซึ่งรู้ความลับของเพนทันใดนั้นจิไรยะก็ถูกเพนสังหาร จิไรยะจึงใช้พลังเฮือกสุดท้ายเขียนความลับลงบนหลังปู่กบให้ไปส่งข้อความให้ทางโคโนฮะรู้

ตัดฉากมาที่ ซาสึเกะซึ่งได้พบกับอิทาจิ และได้ต่อสู้กัน ความลับของเนตรวงเเหวนถูกเปิดเผย รวมไปถึงความลับของอุจิวะ มาดาระ ผู้อยู่บนจุดสูงสุดของเนตรวงเเหวน อิทาจิผู้ที่ต้องการดวงตาของซาสึเกะที่จะทำให้ได้เนตรวงแหวนเหมือนกับอุจิวะ มาดาระ อิทาจิถึงกับเอ่ยว่า'นายคือแสงสว่างของชั้นซาสึเกะนายจะรวมเป็นหนึ่งกับชั้นเพื่อให้ชั้นเอาชนะอุจิวะ มาดาระ อภัยให้ชั้นด้วยซาสึเกะ' เหตุที่แท้จริงของอิทาจิที่ต้องการจะควักตาของซาสึเกะก็เพื่อให้ได้จักระที่ไร้ขีดจำกัดและแสงสว่างตลอดไปเพื่อที่จะสามารถให้เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาได้ไม่มีขีดจำกัด แต่ซาสึเกะได้ใช้คาถาสุดท้ายที่ซาสึเกะเรียกว่าคิรินที่มีคุณสมบัติเหมือนกับเทวีสุริยานั้นก็ยังไม่สามารถเอาชนะอิทาจิได้ อิทาจิได้งัดไม้ตายสุดท้ายออกมาเป็นสาเหตุที่ทำให้อิทาจิรอดพ้นจากคิริน (คาถาสายฟ้าสุดท้ายของซาสึเกะ) มาได้หวุดหวิดซาสึเกะถึงกับหมดหวังถึงแม้อิทาจิจักระหมดแต่ก็ยังงัดไม้ตายสุดท้ายออกมาได้ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ท่าไม้ตายสุดท้ายของอิทาจิที่เรียกกว่าสุซานาโอะ(เทพวายุ) ซึ่งก็จัดการกับโอโรจิมารุไปได้ และพยายามจะไปดึงดวงตาของซาซึเกะ ซาซึเกะกำลังยืนตะลึง เพราะหมดหนทางต่อกรกับ อิทาจิ แต่พออิทาจิเดินมาถึง อิทาจิก็เอานิ้วจิ้มที่หน้าผากของซากซึเกะ และอิทาจิก็สิ้นลมและล้มลงไปต่อหน้าซาซึเกะ ทางพวกนารูโตะที่เจอกับมาดาระนั้นเมื่อรู้ว่าอิทาจิตายก็ไปเอาตัวซาซึเกะไป ซาซึเกะถูกมาดาระพาตัวมา พอซาซึเกะได้เห็นเนตรวงแหวนของมาดาระ เทวีสุริยา ของซาซึเกะก็ทำงาน มาดาระจึงได้รู้ว่า ก่อนที่อิทาจิจะตายนั้น อิทาจิได้มอบวิชาเนตรวงแหวนที่เค้ามีทั้งหมดให้กับซาซึเกะ และมาดาระก็ได้บอกว่า ที่จริง แล้วว่า อิทาจิได้ช่วยโลกนินจา โคโนฮะ และ ปกป้องน้องชายที่รักที่สุดของตนเอง มาดาระได้เล่าต่อไปถึง เรื่องราวในอดีตของตระกูลอุจิวะ และ การปะทะกันของ โฮคาเงะรุ่น 1 และ มาดาระ ที่หุบผาสิ้นสุด เมื่อซาสึเกะรับรู้ความจริงทั้งหมดและได้เปลื่ยนชื่อจากทีม"งู"เป็นทีม"อินทรีย์"เเละมีอุจิวะมาดาเระร่วมทีมเพื่อทำลายโคโนฮะ ส่วนซาสึเกะได้เนตรใหม่(ซึ่งพัฒนามากจากเนตรวงแหวน)และการร่วมมือกับมาดาระเพื่อจับสัตว์หางคือ8หางและเก้าหางโดยเหยี่ยวรับ8หางไป ส่วนแสงอุษารับตัวจิ้งจอกเก้าหางในตัวนารูโตะโดยมีมาดาระเป็นผู้ออกคำสั่งเอง โดยที่มาดาระไม่รู้ว่าก่อนตายอิทาจิได้ถ่ายทอดวิชาให้ซาซึเกะ กลับมาทางโคโนฮะเมื่อรู้ว่าจิไรยะได้ตายทำให้นารูโตะเองเสียใจมากแต่เนื่องจากรหัสลับและเด็กจากคำทำนายเองที่จิไรยะฝากมาก่อนตายผ่านทางเซียนกบมาทางโคโนฮะเพื่อเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับเพนและนารูโตะ และในที่สุดชิกามารุก็ไขรหัสได้พร้อมกับการเริ่มบุกของแสงอุษา รหัสที่ถอดได้ใจความประมาณว่า ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ทางด้านเพนนั้นได้ รวบรวม 6 วิถีแห่งเพนอีกครั้ง พร้อมทั้งยังได้ร่างใหม่มาเพื่อเตรียมบุกโคโนฮะ ทางด้านซาซึเกะ ที่ได้รับมอบหมายให้ไปจับ 8 หางได้ออกเดินทางไปยังหุบเข%

untitled

posted on 27 Jul 2008 15:33 by dongwwe

ผู้เขียนเคยนำเสนอเรื่องราวของโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3G ในรูปของบทความมาหลายตอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี UMTS หรือพัฒนาการทางธุรกิจของเครือข่าย i-mode, FOMA และ cdma2000-1X ในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี แต่ยังหาโอกาสฉายภาพรวมของเทคโนโลยี 3G ไม่ได้ จนกระทั่ง

ได้ทราบว่าประเทศไทยกำลังจะมีบริการ 3G เป็นครั้งแรก โดยกิจการร่วมค้าไทย - โมบาย ซึ่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจจากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM 1900 เมกะเฮิตรซ์ มาเป็นบริการ 3G แบบ W-CDMA อีกทั้งยังถือเป็นการเปิดให้บริการ 3G เป็นรายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นเพื่อเป็นการทำความเข้าใจกับมาตรฐาน 3G ที่มีอยู่หลากหลาย จึงขอนำเสนอบทความพิเศษ “ รู้จัก 3G เพื่อความเข้าใจสู่โลกไร้สายยุคใหม่ ” สำหรับผู้สนใจในเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายทุกท่าน โดยบทความจะนำเสนอในรูปแบบง่าย ๆ ไม่เน้นหนักเทคนิคมากจนเกินไป โดยในตอนแรกนี้จะเสนอภาพรวม ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียดเพิ่มเติมในบทความตอนต่อไปซึ่งถือเป็นตอนสุดท้าย

จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี 3G

มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (Third Generation Mobile Network หรือ 3G) เป็นเทคโนโลยียุคถัดมาจากการเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 2 หรือ 2G ซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจสื่อสารไร้สายอย่างมหาศาลนับตั้งแต่ พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา ในยุคของโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G มีมาตรฐานที่สำคัญที่มีการนิยมใช้งานทั่วโลกอยู่ 2 มาตรฐาน กล่าวคือมาตรฐาน GSM (Global System for Mobile Communication) อันเป็นมาตรฐานของกลุ่มสหภาพยุโรป ปัจจุบันมีส่วนแบ่งทางการตลาดทั่วโลกสูงที่สุด และมาตรฐาน CDMA (Code Division Multiple Access) อันเป็นมาตรฐานจากสหรัฐอเมริกา มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับที่สอง

จุดมุ่งหมายของการพัฒนามาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ขึ้น ก็เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานระบบสื่อสารไร้สายส่วนบุคคล (Personal Communication) ในลักษณะไร้พรมแดน (Global Communication) โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการสามารถนำเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปใช้งานในที่ใด ๆ ก็ได้ทั่วโลกที่มีการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว และยังเป็นยุคของการนำมาตรฐานสื่อสารแบบดิจิตอลสมบูรณ์แบบมาใช้รักษาความปลอดภัย และเสริมประสิทธิภาพในการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบริการส่งข้อความแบบสั้น (Short Message Service หรือ SMS) และการเริ่มต้นของยุคสื่อสารข้อมูลผ่านเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นครั้งแรก โดยมาตรฐาน GSM และ CDMA ตอบสนองความต้องการสื่อสารข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูงสุด 9,600 บิตต่อวินาที ซึ่งถือว่าเพียงพอเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราเร็วของการสื่อสารผ่านโมเด็มในเครือข่ายโทรศัพท์พื้นฐานเมื่อกว่าสิบปีก่อน

การตอบรับของกลุ่มผู้บริโภคบริการสื่อสารไร้สายทั่วโลก ทำให้มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการณ์ทั่วโลกอย่างมหาศาล ก่อให้เกิดการเปิดสัมปทานและนำมาซึ่งการแข่งขันอย่างรุนแรงในแทบทุกประเทศ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนอกจากจะมีผลทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนของผู้ใช้บริการอย่างก้าวกระโดดแล้ว ในขณะเดียวกันยังสร้างผลกระทบต่อรายได้โดยเฉลี่ยต่อเลขหมาย (Average Revenue per User หรือ ARPU) ของผู้ให้บริการเครือข่าย อันเนื่องมาจากการกลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา ยิ่งเมื่อมีการเปิดตัวบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพร้อมใช้ (Prepaid Subscriber) ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ก็ทำให้เกิดการลดถอยของ ARPU ลงอย่างต่อเนื่อง พร้อม กับปัญหาผู้ใช้บริการย้ายค่าย (Brand Switching) ที่รุนแรงขึ้น

เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในตราสินค้าและยังเป็นการสร้างรายได้เพิ่มเพื่อชดเชย ARPU ที่ลดต่ำลง เนื่องจากปรากฏการณ์อิ่มตัวของบริการสื่อสารด้วยเสียง (Voice Service) ผู้ประกอบการในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกจึงมีความเห็นตรงกันที่จะสร้างบริการสื่อสารไร้สายรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้น โดยพัฒนาเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ที่เปิดใช้งานอยู่ ให้มีศักยภาพเพิ่มเติมเพื่อรองรับบริการสื่อสารข้อมูลแบบที่มิใช่เสียง (Non-Voice Communication) พร้อมกับการวางแผนธุรกิจ แผนปฏิบัติการทางวิศวกรรม การตลาด และแผนการลงทุน เพื่อสร้างกระแสความต้องการ (Demand Aggregation) ให้กับฐานลูกค้าผู้ใช้บริการที่มีอยู่เดิม เพื่อเพิ่ม ARPU ให้สูงขึ้น พร้อม ๆ กับผลักดันให้เกิดบริการรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งข้อมูลแบบ EMS (Enhanced Messaging Service) หรือ MMS (Multimedia Messaging Service) รวมถึงบริการท่องโลกอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านอุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งมีทั้งที่เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่ว ๆ ไป อุปกรณ์ไร้สายประเภท PDA (Personal Digital Assistant) และโทรศัพท์เคลื่อนที่อัจฉริยะ (Smart Phone)

เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ที่ได้มีการลงทุนไว้แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด มาตรฐานเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลในรูปแบบใหม่ ๆ จึงถูกกำหนดขึ้น ภายใต้แนวคิดในการพัฒนาเครือข่ายเดิม ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี HSCSD (High Speed Circuit Switching Data), GPRS (General Packet Radio Service) หรือ EDGE (Enhanced Data Rate for GPRS Evolution) ของค่าย GSM และเทคโนโลยี cdma20001xEV-DV หรือ cdma20001xEV-DO ของค่าย CDMA ดังแสดงพัฒนาการในรูปที่ 1 เรียกมาตรฐานต่อยอดดังกล่าวโดยรวมว่า เทคโนโลยียุค 2.5G/2.75G ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่ปรากฏมีมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ PDC (Packet Digital Cellular) เปิดให้บริการสื่อสารข้อมูลในลักษณะของเทคโนโลยี 2.5G ภายใต้ชื่อเครื่องหมายการค้า i-mode ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในการเปิดศักราชของการให้บริการสื่อสารข้อมูลแบบมัลติมีเดียไร้สายในประเทศญี่ปุ่น และได้กลายเป็นต้นแบบของการจัดทำธุรกิจ Non-Voice ให้กับผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกในเวลาต่อมา



รูปที่ 1 แนวทางการพัฒนาเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จากยุค 2G สู่ 3G
(ข้อมูลจาก UMTS Forum)

การเติบโตของธุรกิจ Non-Voice

ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 เป็นต้นมาอันเป็นยุคเริ่มต้นของเทคโนโลยี 2.5G ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย มีการผลักดันบริการสื่อสารข้อมูลรูปแบบใหม่ ๆ ในรูปแบบ Non-Voice เพื่อสร้างกระแสนิยมในกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์จากเครือข่าย 2.5G อย่างเต็มรูปแบบ หรือเป็นการผลักดันให้เกิดการยอมรับในบริการที่มีอยู่แล้ว อันได้แก่บริการ SMS ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นว่าบริการเหล่านี้ได้กลายเป็นช่องทางสำคัญที่เพิ่มมูลค่าให้บริการ ARPU ของบรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ รูปที่ 2 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของบริการประเภทต่าง ๆ บนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในภาพรวมของทั้งทวีปเอเชียตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2544 จนถึง พ.ศ. 2553 ซึ่งในท้ายที่สุดบริการแบบ Non-Voice จะมีสัดส่วนที่เป็นนัยสำคัญต่อรายได้รวมทั้งหมด

สำหรับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยเอง นับตั้งแต่การเปิดให้บริการประเภท Non-Voice อย่างจริงจังเมื่อต้นปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา บรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็สามารถสร้างรายได้เพื่อเสริมทดแทนการลดทอนของค่า ARPU ภายในเครือข่ายของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปิดตัวบริการสื่อสารไร้สายมัลติมีเดียของบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด (HUTCH) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นมา สภาพการแข่งขันในธุรกิจสื่อสารไร้สายในประเทศไทยก็เริ่มมุ่งความสำคัญในการสร้างบริการ Non-Voice ใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้บริการ MMS อย่างเป็นทางการ การคิดโปรโมชั่นกระตุ้นการท่องอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือแม้กระทั่งการทดลองเปิดให้บริการชมภาพยนตร์ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ (TV on Mobile) ซึ่งความพยายามของผู้ให้บริการเครือข่ายแต่ละราย ทำให้เกิดกระแสความสนใจใช้บริการ Non-Voice เพิ่มมากขึ้น



รูปที่ 2 การเติบโตของบริการประเภท Non-Voice
(ข้อมูลจาก UMTS Forum)

รูปที่ 3 และ 4 แสดงถึงความสำคัญของรายได้ที่เกิดขึ้นจากบริการ Non-Voice นับตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา อันมีผลทำให้บรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเพิ่มค่า ARPU ของตนให้มีแนวโน้มสูงขึ้น พร้อม ๆ กับการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการภายในเครือข่ายของตน ซึ่งแตกต่างจากสภาพการณ์ในช่วงก่อนหน้านี้ที่รายได้เฉลี่ยของตนตกลงเรื่อย ๆ สวนทางกับการเพิ่มจำนวนของกลุ่มผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงกลุ่มผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมใช้ ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ของประเทศ มีการเพิ่มค่า ARPU ขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากนโยบายการตลาดของผู้ให้บริการที่มีการจำกัดเวลาในการโทรให้สัมพันธ์กับวงเงินก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ความนิยมในบริการ Non-Voice ประเภท SMS และ EMS โดยเฉพาะที่อยู่ในรูปแบบของบริการดาวน์โหลดรูปภาพ (Logo/Animation) และเสียงเรียกเข้า (Ringtone) ในกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษามีผลอย่างเป็นนัยสำคัญต่อการเพิ่มค่า ARPU ดังกล่าว



รูปที่ 3 การเติบโตของค่า ARPU ของผู้ให้บริการค่าย AIS และ DTAC
ในช่วงไตรมาสแรก พ.ศ. 2546 – ไตรมาสแรก พ.ศ. 2547 (ข้อมูลจาก บงล. กิมเอ็ง)



รูปที่ 4 การเติบโตของตลาดผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย
ในช่วงไตรมาสที่สอง พ.ศ. 2546 – ไตรมาสแรก พ.ศ. 2547 (ข้อมูลจาก บงล. กิมเอ็ง)

ข้อจำกัดของเครือข่าย 2.5G และ 2.75G

มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2.5G หรือ 2.75G แม้จะสามารถรองรับการสื่อสารประเภท Non-Voice ได้ แต่ก็ไม่อาจสร้างบริการประเภท Killer Application ที่ผลิกผันรูปแบบการให้บริการได้อย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากสถาการณ์การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย ที่แม้จะมีการเติบโตอย่างชัดเจนในตลาดประเภท Non-Voice แต่เมื่อศึกษาอย่างละเอียดก็จะพบว่าบริการที่ประสบความสำเร็จเกือบทั้งหมด ล้วนเป็นบริการประเภท SMS และ EMS ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลดรูปภาพหรือเสียงเรียกเข้า รวมถึงการเล่นเกมส์ตอบปัญหาหรือส่งผลโหวตที่ปรากฏอยู่ตามสื่อชนิดต่าง ๆ ซึ่งบริการเหล่านี้ล้วนเป็นบริการพื้นฐานในเครือข่าย 2G

ข้อจำกัดของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อน 2.5G และ 2.75G เกิดขึ้นมาจากความพยายามพัฒนาเครือข่าย 2G เดิม ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน GSM หรือ CDMA ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่าการลงทุน ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายไม่อาจบริหารจัดการทรัพยากรเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อย่างคล่องตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM ไม่ว่าจะเป็นย่านความถี่ 900 เมกะเฮิตรซ์ , 1800 เมกะเฮิตรซ์ หรือ 1900 เมกะเฮิตรซ์ เนื่องจากอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งใช้งานมาตั้งแต่การเปิดให้บริการในยุค 2G ล้วนเป็นเทคโนโลยีเก่า มีการทำงานแบบ Time Division Multiple Access (TDMA) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเก่า ต้องจัดสรรวงจรให้กับผู้ใช้งานตายตัว ไม่สามารถนำทรัพยากรเครือข่ายมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีดังกล่าวเหมาะสำหรับการสื่อสารข้อมูลแบบ Voice ซึ่งต้องการคุณภาพและความคมชัดในการสนทนา

แม้เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยี GPRS และ EDGE ซึ่งถือเป็นการเสริมเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลแบบแพ็กเกตสวิตชิ่ง (Packet Switching) ที่มีความยืดหยุ่นในการสื่อสารข้อมูลแบบ Non-Voice ในลักษณะเดียวกับที่พบในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็ตาม แต่เทคโนโลยีทั้ง 2 ประเภทนี้ก็ถือว่าเป็นการ ต่อยอด บนเครือข่ายแบบเดิมที่มีการทำงานแบบ TDMA ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายต้องพะวงกับการจัดสรรทรัพยากรช่องสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการจัดสรรวงจรสื่อสารผ่านคลื่นความถี่วิทยุจากสถานีฐานไปยังเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้ไม่สามารถเปิดให้บริการแบบ Non-Voice ได้อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากจะทำให้เกิดผลรบกวนต่อจำนวนวงจรสื่อสารแบบ Voice มากจนเกินไป

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงพบว่าไม่มีผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2.5G หรือ 2.75G รายใดในโลก สามารถเปิดให้บริการเทคโนโลยี GPRS ด้วยอัตราเร็วสูงสุด 171 กิโลบิตต่อวินาที หรือ EDGE ด้วยอัตราเร็ว 384 กิโลบิตต่อวินาทีได้ เนื่องจากการทำเช่นนั้นจะทำให้สถานีฐาน (Base Station) ที่ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณกับเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่มีวงจรสื่อสารเหลือสำหรับให้บริการแบบ Voice อีกต่อไป ผลที่เกิดขึ้นในมุมมองของผู้ใช้บริการก็คือความเชื่องช้าในการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่าย 2.5G และ 2.75G ทำให้หมดความสนใจที่จะใช้บริการต่อไป โดยในขณะเดียวกันก็มีบริการสื่อสารอัตราเร็วสูงแบบบรอดแบนด์ผ่านคู่สาย เช่น DSL (Digital Subscriber Line) เป็นทางเลือกสำหรับใช้บริการ ความสนใจที่จะใช้เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อรับส่งข้อมูลจึงมีอยู่เฉพาะการเล่นเกมส์และส่ง SMS, MMS ซึ่งทำได้ง่าย และมีการประชาสัมพันธ์ดึงดูดใจมากมาย

มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G

เพื่อเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการเปิดให้บริการ Non-Voice อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งยังคงรักษาคุณภาพในการให้บริการ Voice ด้วยระดับคุณภาพที่ทัดเทียมหรือดีกว่าในยุค 2G องค์กรสากล 3GPP (Third Generation Program Partnership) และ 3GPP2 จึงได้กำหนดมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ขึ้น โดยมีมาตรฐานสำคัญอยู่ 2 ประเภท คือ

  • มาตรฐาน UMTS (Universal Mobile Telecommunications Services) เป็นมาตรฐานที่ออกแบบมาสำหรับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้นำไปพัฒนาจากยุค 2G/2.5G/2.75G ไปสู่มาตรฐานยุค 3G อย่างเต็มตัว รับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานโดยองค์กร 3GPP มีเทคโนโลยีหลักที่ปัจจุบันมีการยอมรับใช้งานทั่วโลกคือมาตรฐาน Wideband Code Division Multiple Access (W-CDMA) โดยในอนาคตจะมีการพัฒนาต่อเนื่องไปสู่มาตรฐาน HSDPA (High Speed Downlink Packet Access) ซึ่งรองรับการสื่อสารด้วยอัตราเร็วสูงถึง 14 เมกะบิตต่อวินาที หรือเร็วกว่าการสื่อสารแบบ 2.75G ถึง 36 เท่า มาตรฐาน W-CDMA นี้เองที่กิจการร่วมค้า ไทย - โมบาย กำลังจะดำเนินการพัฒนาเพื่อเปิดให้บริการภายในต้นปี พ.ศ. 2548 นอกจากจะเป็นเส้นทางในการพัฒนาสู่มาตรฐาน 3G ของบรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM แล้ว มาตรฐาน W-CDMA ยังได้รับการยอมรับจากผู้ให้บริการรายใหญ่อย่างบริษัท NTT DoCoMo ผู้เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ I-mode ซึ่งใช้เทคโนโลยี PDC ให้เป็นมาตรฐาน 3G สำหรับใช้งานภายใต้เครื่องหมายการค่า “FOMA” โดยได้เปิดให้บริการในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา และปัจจุบัน W-CDMA ได้กลายเป็นเครือข่าย 3G ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น
  • มาตรฐาน cdma2000 เป็นการพัฒนาเครือข่าย CDMA ให้รองรับการสื่อสารในยุค 3G รับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานโดยองค์กร 3GPP2 มีเทคโนโลยีหลักคือ cdma2000-3xRTT ที่มีศักยภาพเทียบเท่ากับมาตรฐาน W-CDMA ของค่ายยุโรป แต่ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดความพร้อมสำหรับให้บริการเชิงพาณิชย์ที่ชัดเจน สำหรับในประเทศไทย บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด เปิดให้บริการเฉพาะเครือข่าย cdma20001xEV-DO ซึ่งยังมีขีดความสามารถเทียบเท่าเครือข่าย 2.75G เท่านั้น



รูปที่ 5 การจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุสำหรับให้บริการ 3G
(ข้อมูลจาก UMTS Forum)

มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ W-CDMA ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้รองรับการสื่อสารแบบมัลติมีเดียสมบูรณ์แบบ โดยเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารชนิด TDMA ที่ปรากฏอยู่ในเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 2G/2.5G/2.75G ไปเป็นการสื่อสารแบบแพ็กเกตสวิทชิ่งเต็มรูปแบบ สามารถรองรับทั้งการสื่อสารทั้ง Voice และ Non-Voice โดยมีมาตรฐานการรองรับและควบคุมคุณภาพของข้อมูลที่สมบูรณ์แบบ อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูล (Information Coding) จึงทำให้ผู้ให้บริการเครือข่าย 3G ก้าวพ้นจากข้อจำกัดในการบริหารจัดการข้อมูลประเภท Voice และ Non-Voice ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรฐาน 2G/2.5G/2.75G ได้อย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตามเพื่อให้เครือข่าย W-CDMA สามารถรองรับการสื่อสารข้อมูลได้อย่างเต็มรูปแบบ และให้เกิดความคล่องตัวในการจัดสรรทรัพยากรความถี่วิทยุ จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดย่านความถี่สำหรับใช้เปิดให้บริการ โดยเป็นไปตามแผนผังการจัดวางความถี่สากลทั่วโลกดังแสดงในรูปที่ 5 ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้ กิจการร่วมค้าไทย - โมบาย เป็นเพียงผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดียวในประเทศไทยที่สามารถเปิดให้บริการเครือข่าย 3G แบบ W-CDMA ได้ในทันที เนื่องจากมีสิทธิ์ใช้คลื่นความถี่วิทยุในย่าน 1965 – 1980 เมกะเฮิตรซ์ และ 2155 – 2170 เมกะเฮิตรซ์ ขณะที่ผู้ให้บริการเครือข่ายรายอื่น ๆ จำเป็นต้องยื่นคำร้องผ่านกระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุโดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพื่อได้สิทธิ์ในการเปิดให้บริการ W-CDMA เป็นรายต่อไป

จุดเด่นของมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA

นอกจากมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีสถานีฐาน (Base Station Subsystem) จากยุค 2G ซึ่งใช้เทคโนโลยี TDMA เป็นการรับส่งข้อมูลในรูปแบบแพ็กเกตเพื่อความคล่องตัวในการจัดสรรทรัพยากรความถี่สำหรับให้บริการทั้งแบบ Voice และ Non-Voice อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด อันจะช่วยสร้างความรู้สึกให้กับผู้ใช้บริการ (End User Perception) ถึงความรวดเร็วในการสื่อสารข้อมูล และยังคงรักษาคุณภาพของการสนทนาที่เหนือกว่ามาตรฐาน 2G/2.5G/2.75G แล้ว มาตรฐาน W-CDMA ยังมีความคล่องตัวในการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายข้อมูลที่อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต เนื่องจากมาตรฐานการเชื่อมต่อต่าง ๆ สอดรับกับมาตรฐานของอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตทุกประการ ก่อให้เกิดการเปิดกว้างในรูปแบบของความร่วมมือกับพันธมิตรจำนวนมาก มีความคล่องตัวในการบันทึก จัดเก็บ และบริหารจัดการข้อมูลประเภทสื่อข้อมูล (Content) ต่าง ๆ

เมื่อทำการเปรียบเทียบเฉพาะด้านของอัตราเร็วในการสื่อสารข้อมูลดังแสดงในรูปที่ 6 จะเห็นว่ามาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G นอกจากจะรองรับการสื่อสารข้อมูลที่รวดเร็วกว่ามาตรฐาน 2G/2.5G/2.75G แล้ว ยังก่อให้เกิดการถือกำเนิดของบริการรูปแบบใหม่ ๆ ที่ไม่สามารถสร้างขึ้นบนเครือข่ายยุคในตระกูล 2G/2.5G/2.75G ได้ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือบริการ Video Telephony และ Video Conference ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบเห็นหน้ากัน โดยเครือข่าย 3G จะทำการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงระหว่างคู่สนทนา โดยไม่เกิดความหน่วงหรือล่าช้าของข้อมูล บริการในลักษณะนี้จะกลายเป็น จุดขาย สำคัญประการหนึ่งของมาตรฐานการสื่อสารแบบ 3G ทั้งนี้เครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน ล้วนรองรับบริการ Video Telephony แล้วทั้งสิ้น จึงสามารถเปิดให้บริการดังกล่าวได้ในทันที

ข้อมูลจาก UMTS Forum ในรูปที่ 7 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA เปรียบเทียบกับมาตรฐาน GSM โดยพิจารณาอัตราการเติบโตภายในช่วง 10 ไตรมาสแรก (2 ปีครึ่ง) หลังจากการเปิดให้บริการ GSM ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2535 เทียบกับ 10 ไตรมาสแรกหลังจากการเปิดให้บริการ W-CDMA ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2544 พบว่าเครือข่าย 3G แบบ W-CDMA มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่ามาก มูลเหตุสำคัญมาจากแรงผลักดัน (Business Momentum) ที่ผู้ใช้บริการ 2.5G หรือ 2.75G รอคอยเครือข่ายสื่อสารไร้สายที่สามารถตอบสนองความต้องการในการสื่อสารข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูงอย่างแท้จริง อีกทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายยังมีความคล่องตัวในการจัดสรรเครือข่ายในด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างบริการสื่อสารประเภท Non-Voice ที่ต้องพึ่งพาอัตราเร็วในการสื่อสารข้อมูลที่สูงขึ้น นอกเหนือจากบริการ Non-Voice พื้นฐานอย่าง SMS และ EMS



รูปที่ 6 ศักยภาพในด้านการรองรับการสื่อสารข้อมูลอัตราเร็วสูงของมาตรฐาน W-CDMA

กล่าวโดยสรุป ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้มาตรฐานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA มีแนวโน้มของการประสบความสำเร็จทางธุรกิจที่รวดเร็วกว่ามาตรฐาน 2G จนถึง 2.75G นั้น สืบเนื่องมาจากการปฏิวัติรูปแบบของเทคโนโลยีเครือข่าย เพื่อตอบสนองรูปแบบการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจให้ผลักดันบริการ Non-Voice อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ UMTS Forum ได้กล่าวถึงจุดเด่นของมาตรฐาน W-CDMA ซึ่งจะนำความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการดังนี้ (เอกสาร Why the world has chosen W-CDMA : 24 September 2003)

1. เครือข่าย W-CDMA รับประกันคุณภาพในการรองรับข้อมูลแบบ Voice และ Non-Voice ในแง่ของผู้ใช้บริการจะรับรู้ได้ว่าคุณภาพเสียงจากการใช้งานเครือข่าย 3G ชัดเจนกว่าหรืออย่างน้อยเทียบเท่าการสนทนาผ่านเครือข่าย 2G ส่วนการรับส่งข้อมูลแบบ Non-Voice จะรับรู้ถึงอัตราเร็วในการสื่อสารที่สูงกว่าการใช้งานผ่านเครือข่าย 2.5G และ 2.75G มาก อันเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเครือข่าย และใช้ย่านความถี่ที่สูงขึ้น

2. W-CDMA เป็นมาตรฐานเปิด (Open Standard) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยกลุ่ม 3GPP ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับผู้พัฒนามาตรฐาน GSM ทำให้ผู้ให้บริการ 3G สามารถเชื่อมต่อเครือข่าย 3G เข้าหากันได้ถึงขั้นอนุญาตให้มีการใช้งานข้ามเครือข่าย (Roaming) เช่นเดียวกับที่เป็นอยู่ในเครือข่ายยุค 2G นอกจากนั้นยังสามารถเชื่อมต่อเพื่อการใช้งานข้ามเครือข่ายกับมาตรฐาน 2G/2.5G/2.75G ได้ในทันที โดยผู้ใช้บริการเพียงมีอุปกรณ์สื่อสารแบบ Dual Mode เท่านั้น ทำให้เกิดลู่ทางในการสร้างเครือข่าย W-CDMA เพื่อเปิดให้ผู้ประกอบการเครือข่ายรายอื่นได้ร่วมเข้าใช้บริการ ในลักษณะของ Mobile Virtual Network Operator (MVNO) เป็นรายได้ที่สำคัญนอกเหนือจากการให้บริการ 3G กับผู้ใช้บริการที่จดทะเบียนภายในเครือข่าย

3. มาตรฐาน W-CDMA เป็นมาตรฐานโลก ที่จะเข้ามาแทนที่เครือข่ายในตระกูล GSM เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เครือข่าย GSM เข้ามาแทนที่เครือข่าย 1G เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว จึงเป็นการรับประกันถึงพัฒนาการที่มีอย่างต่อเนื่องในด้านต่าง ๆ การเร่งเปิดให้บริการ 3G จึงเปรียบได้กับการเร่งเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันที่เกิดขึ้นในอดีต



รูปที่ 7 เปรียบเทียบอัตราการเติบโตของเครือข่าย GSM และ W-CDMA ใน 10 ไตรมาสแรก
นับตั้งแต่วันเปิดให้บริการครั้งแรก (ข้อมูลจาก UMTS Forum)

4. พิจารณาเฉพาะการให้บริการแบบ Voice จะเห็นว่าการลงทุนสร้างเครือข่าย W-CDMA มีต้นทุนที่ต่ำกว่าการสร้างเครือข่าย GSM ถึงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมาตรฐาน W-CDMA มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวให้ผู้ประกอบสามารถปรับเปลี่ยนทรัพยากรความถี่เพื่อรองรับ Voice และ Non-Voice ได้อย่างผสมผสาน ต่างจากการกำหนดทรัพยากรตายตัวในกรณีของเทคโนโลยี GSM

5. W-CDMA เป็นมาตรฐานสื่อสารไร้สายชนิดเดียวที่มีรูปแบบการทำงานแบบแถบความถี่กว้าง (Wideband) อันนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการสร้างพื้นที่ให้บริการที่กว้างใหญ่ ไปพร้อม ๆ กับความสะดวกในการเพิ่มขยายขีดความสามารถในการรองรับข้อมูลข่าวสาร ต่างจากเครือข่าย 2G โดยทั่วไปที่ปัจจุบันเริ่มประสบกับปัญหาการจัดสรรความถี่ที่ไม่เพียงพอต่อการขยายเครือข่าย เนื่องจากเป็นระบบแบบแถบความถี่แคบ (Narrow Band)

6. กลไกการทำงานภายในเครือข่าย W-CDMA เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะมาตรฐาน IETF (Internet Engineering Task Force) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเปิดโอกาสให้พันธมิตรทางธุรกิจซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโปรแกรมหรือบริการพิเศษต่าง ๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้ทำการพัฒนาสร้างบริการผ่านอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย โดยใช้ทักษะความสามารถและความชำนาญที่มีอยู่ เป็นการกระตุ้นให้เกิดบริการประเภท Non-Voice ได้สารพัดรูปแบบ



รูปที่ 8 ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ในปัจจุบัน (ข้อมูลจาก UMTS Forum)

7. มีแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในรองรับการสื่อสารข้อมูลที่มีอัตราเร็วสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสู่มาตรฐาน HSDPA ที่รองรับการสื่อสารข้อมูลด้วยอัตราเร็วที่สูงมากถึง 14 เมกะบิตต่อวินาที ในขณะที่มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM ไม่สามารถพัฒนาให้รองรับการสื่อสารข้อมูลได้มากกว่าเทคโนโลยี EDGE ในปัจจุบัน ซึ่งรองรับข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็ว 384 กิโลบิตต่อวินาที และในความเป็นจริงก็ไม่สามารถเปิดให้บริการด้วยอัตราเร็วถึงระดับดังกล่าวได้ เนื่องจากจะทำให้สถานีไม่สามารถรองรับบริการ Voice ได้อีกต่อไป

8. ในอนาคตมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G มีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนในการรวมตัวกับมาตรฐานสื่อสารไร้สายชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน Wireless LAN (IEEE802.11b/g) หรือ WiMAX (IEEE802.16d/e/e+) ทำให้ผู้ใช้บริการเครือข่ายไร้สายสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานในเครือข่ายใด ๆ ก็ได้ตามความเหมาะสมทางภูมิประเทศ โดยยังคงได้รับการดูแลโดยผู้ให้บริการเครือข่าย 3G

ความสำคัญต่าง ๆ เหล่านี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSM จำนวนมากทั่วโลก รวมนักลงทุนหน้าใหม่ ให้ความสำคัญสำหรับการแสวงหาสิทธิ์ในการเปิดให้บริการเครือข่าย 3G และมีแผนกำหนดเปิดให้บริการเทคโนโลยี W-CDMA ดังมีข้อมูลแสดงในรูปที่ 8 โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับต้น ๆ ของโลก 8 รายได้ตัดสินใจเลือกมาตรฐาน W-CDMA เป็นเทคโนโลยี 3G ดังแสดงในรูปที่ 9



รูปที่ 9 ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ W-CDMA รายใหญ่ 8 อันดับแรกของโลก (ข้อมูลจาก UMTS Forum)

ในท้ายที่สุด ความสมบูรณ์แบบในการรองรับธุรกิจ Non-Voice ของมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA จะช่วยผลักดันให้เกิดห่วงโซ่ธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ ดังแสดงในรูปที่ 10 แม้จะมีความพยายามในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจโทรคมนาคมภายในประเทศที่จะผลักดันให้เกิดการประสานผลประโยชน์อย่างลงตัวระหว่างผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G/2.5G/2.75G กับผู้ประกอบการสื่อข้อมูลต่าง ๆ มาก่อนหน้านี้ แต่เนื่องจากข้อจำกัดของเครือข่ายในตระกูล GSM และ CDMA เองที่ไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะสร้างความประทับใจต่อผู้ใช้บริการ จึงทำให้เกิดการขาดช่วงของความสมดุลในการผสานผลประโยชน์ เมื่อพิจารณาจากความสำเร็จของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ FOMA ของบริษัท NTT DoCoMo ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรายแรกที่เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA และประสบความสำเร็จในการดึงศักยภาพของเครือข่าย W-CDMA ให้เกื้อหนุนต่อความลงตัวสำหรับการร่วมมือในธุรกิจ Non-Voice ในประเทศญี่ปุ่นอย่างงดงาม ต่อเนื่องด้วยความคืบหน้าในการสานต่อโครงสร้างธุรกิจ Non-Voice ในประเทศจีนและอีกหลาย ๆ ประเทศ จึงสรุปได้ว่ามาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G แบบ W-CDMA จะเป็นการเปิดประตูสู่ธุรกิจ Non-Voice ในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้



รูปที่ 10 การถือกำเนิดของห่วงโซ่ธุรกิจ Non-Voice อย่างเต็มรูปแบบ